เปิดโลกเขียวมะกอก
   

การปรุงยาไทย

การปรุงยาไทยแบบโบราณ ทางกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้มี 28 วิธี การพัฒนาการปรุงยาให้เป็นยาแผนปัจจุบัน หรือยากึ่งสมัยใหม่ นักวิจัยและพัฒนา จำเป็นต้องทราบวิธีการปรุงยาแบบโบราณเช่นหากโบราณสกัดยาโดยใช้การหมัก ด้วยสุรา นานระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกว่ายาดองสุรา หมายถึง ตัวยาสามารถละลายในแอลกอฮอล์ได้ แต่ถ้านำไปหมักด้วยน้ำ ตัวยาอาจจะไม่ละลายออกมากับน้ำที่หมัก เมื่อนำสารสกัดมาใช้ จึงไม่มีผลในการรักษา ตัวอย่าง ตัวยาที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ เช่นขิง ข่า ใบพลู และรากทองพันชั่ง  ส่วนตัวยาที่สกัดด้วยน้ำ เช่น บอระเพ็ด ชะเอม แต่มีสมุนไพรบางชนิด สามารถสกัดได้ด้วย ทั้งสารสกัดทั้งสองวิธี แต่ส่วนใหญ่การสกัดด้วยแอลกอฮอล์ และ น้ำ ทำให้สรรพคุณสารที่สกัดได้ แตกต่างกัน เช่น เห็ดหลินจือ เป็นต้น การนำมาใช้ จึงต้องดูวิธีปรุงยาแบบโบราณเป็นหลัก แต่มีพืชบางชนิด สามารถสกัดได้ทั้งสองวิธีและให้สรรพคุณไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ การรู้จักวิธีปรุงยาแบบโบราณ มีความสำคัญในการพัฒนาการสกัดยา ต่อยอดและทำให้ยาให้มีรูปแบบที่ทันสมัย หรือศึกษาตัวยาสำคัญในยานั้น ๆ เรียกว่าศึกษาพื้นฐานจากการใช้แบบโบราณ ในบางกรณี นักวิจัยใช้วิธีสกัดยา ที่แตกต่างจากวิธีปรุงยาที่ใช้ในยาไทย ก็จะต้องศึกษาฤทธิ์ให้ชัดเจน อาจจะแตกต่างไปจากการใช้แบบโบราณ

การปรุงยาแบบโบราณที่น่าสนใจ เช่นยากลั่น โบราณหมายถึงการเอาน้ำยาขึ้นต้ม แล้วเก็บเอาไอน้ำให้กลายเป็นหยดน้ำเก็บไว้ อย่างเดียวกับการกลั่นเหล้า ตัวอย่างวิธีปรุงยากลั่น (1) เอาลูกขี้กาแดงต้มกับน้ำ และ กลั่น เอาเบญจโกฐ เบญจเทียน ลูกกระวาน กานพลู ดอกจันทน์ เอาส่วนเท่ากันตำผง เอาน้ำกลั่นลูกขี้กาแดงนั้น ใส่ลงให้ท่วมยาผง หมักไว้ครึ่งเดือน แล้วบดทำแท่ง แก้ซาง เอาแตงร้านที่สุกงอมเป็นกระสาย ละลายสุรากิน หมอแผนโบราณบางท่านเข้าใจว่า การกลั่น หมายถึงการเอายาแช่กับเหล้าแล้ว กรองเอาน้ำยาไว้ใช้ เรียกว่ายากลั่น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง


การปรุงยาแบบพื้นบ้านล้านนา มีส่วนคล้ายกับการปรุงยาแผนไทย มีแตกต่างกันเช่น การปรุงยาแช่ หมายถึงการใช้สมุนไพรสด มาสับ หรือทางเหนือเรียกว่า การฟัก คือสับพืชหรือซอย ให้ยาวประมาณ หนึ่งครึ่ง ถึงนิ้ว นำมาแช่ในน้ำ สักราวครึ่งชั่วโมง แล้วใช้ดื่มกิน เช่น ตำราใบลานใช้ใบเล็บครุฑ มาสับแล้วแช่ผสมด้วยข้าวเจ้าสาร รับประทานแก้อาการปวดหัวเป็นต้น แต่ยาแช่ในทางแพทย์แผนไทย หมายถึง ใช้เครื่องยาที่มีทั้งหมดนำมาต้ม แล้วนำไปใช้แช่ หรืออาบ การปรุงยาเม็ด หรือยาลูกกลอน อาจใช้กระสายยาสองชั้น โดยผสมตัวยาเข้าด้วยกัน แล้วต้มยาสมุนไพรชนิดที่ ๑ ผสมลงไปในยาผงหลายชนิดนั้น ก็เรียกว่ากระสายยา เมื่อผสมเป็นเนื้อเดียวกันแล้วจะปั้นเป็นก้อนหรือเป็นแท่ง ก็จะใช้น้ำกระสายยาพวกสารละลายแป้ง เพื่อทำให้เป็นก้อน ให้ผงยาเกาะติดกัน เรียกว่าเป็นกระสายยาชนิดที่ ๒ การใช้กระสายยาลักษณะนี้ นิยมใช้น้ำกระสายยาเป็นน้ำกะเม็ง หรือฮ่อมเกี่ยว การปรุงยาเม็ด โบราณล้านนา นิยมใช้เพื่อเตรียมยาล่วงหน้า สามารถนำมาผสมกับน้ำกระสายยาหลากหลายชนิด เพื่อปรับเปลี่ยนกับโรคที่ต่างกัน
การทำยาชงแบบไทย จะมีลักษณะการชงสองแบบ ชงร้อน คือเอาน้ำเดือด ๆ เทใส่ลงในภาชนะที่บรรจุสมุนไพรแล้วปิดฝา ตั้งทิ้งไว้ พออุ่นหรือเย็น รินเอาน้ำกิน อีกวิธีคือ ชงเย็น ใช้น้ำเย็นแทน เช่นน้ำลอยดอกมะลิ และน้ำบอระเพ็ด หรือในตำรับยาเช่น น้ำกระสายยาบอระเพ็ด (1) เอาบอระเพ็ดมา ๓๐ กรัมน้ำเย็น ๒๕๐ ซีซี แช่หมักไว้ สามชั่วโมง แล้วกรองเอาน้ำกิน ครั้งละ ๒ ช้อนโต๊ะ วันละสามครั้ง แก้ธาตุพิการเมื่อหายไข้ ใช้เป็นน้ำกระสายยาแก้ไข้ ขับปัสสาวะ และ ปรับปรุงสุขภาพ
ตำรับยาไทย มักเป็นยาตำรับ ที่มีตัวยาหลากหลาย ตัวยาในตำรับยา อาจกำหนดให้มีการแปรสภาพตัวยาก่อนปรุงยา เพื่อลดความรุนแรงของตัวยา ดังที่เรียกว่า การสะตุ ประสะ และการฆ่าฤทธิ์ยา เช่นการสุมไฟ เม็ดมะกอก การฆ่าฤทธิ์รงทอง การต้มสมุนไพรด้วยน้ำก่อนนำสมุนไพรนั้นมาใช้ หรือการหมักดองใบกุ่ม ก่อนนำมาใช้เป็นต้น การเรียนรู้วิธีปรุงยาไทย จึงมีความสำคัญในการนำยามาต่อยอดยาไทย อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

 

 
 


   เอกสารอ้างอิง
   
ขุนนิเทสสุขกิจ อายุรเวทศึกษา. พิมพ์ครั้งที่๒. โรงพิมพ์พร้อมจักรการพิมพ์. กทม. 2516.

ปรึกษาเรื่องสมุนไพร/ภูมิปัญญาเพื่อสุขภาพได้ที่
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
e-mail:pharpost@gmail.com
www.pharmacy.cmu.ac.th

  : บทความโดย : รศ.ดร.ภญ.พาณี ศิริสะอาด
  : ภาพประกอบโดย : สุภฎารัตน์ สุธีพรวิโรจน์
---------------------------------------------------------------------------------
เปิดโลกเขียวมะกอก

Share |
 

เปิดโลกเขียวมะกอก