เปิดโลกเขียวมะกอก
   

“กลัวเจ็บ-เจ็บจริง” หนึ่งในปัญหาคนไข้โรคฟัน นวัตกรรมเจลยาชาจากข้าวไทยช่วยได้

“กลัวเจ็บ-เจ็บจริง” คือส่วนหนึ่งของปัญหาสำคัญของคนไข้โรคฟัน ที่ส่งผลกระทบถึงการรักษา ดังนั้นการรักษาทางทันตกรรมบางอย่าง จำเป็นต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ ทาลงในตำแหน่งที่จะฉีดยาชาเพื่อบรรเทาการเจ็บจากเข็มยาชา ทีมวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงข้าวมาดัดแปลงโครงสร้างได้สารก่อเจลที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาชาทาเฉพาะที่ ใช้ประโยชน์ทางทันตกรรม และเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบในประเทศ

นี่คือที่มาของการวิจัย โครงการการดัดแปรข้าวไทยเพื่อใช้ประโยชน์ทางทันตกรรม โดย รศ.ดร. ศิริพร โอโกโนกิ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าแผนงาน กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ยาชาชนิดทาล้วนผลิตจากสารก่อเจล ที่ใช้ในทางทันตกรรมเพื่อลดความเจ็บปวดให้ผู้ป่วยทางทันตกรรมก่อนฉีดยาชาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องนำเข้า ทำให้ไทยเสียดุลการค้ากับต่างประเทศปีละเป็นจำนวนมหาศาล ทีมวิจัย ได้ทำการรวบรวมเมล็ดข้าวไทยสายพันธุ์ต่าง ๆ ศึกษาลักษณะและองค์ประกอบภายใน พบว่าข้าวแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะและองค์ประกอบภายในแตกต่างกัน ด้วยการวิจัยที่เป็นความร่วมมือทางด้านการเกษตร ด้านเภสัชกรรมและทันตกรรม สามารถค้นบนวัตนกรรมเจลยาชา เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ยาชาที่มีราคาถูกแต่ประสิทธิภาพดี สามารถแข่งขันทางการค้าในระดับนานาชาติ

รศ.ดร.ศิริพร โอโกโนกิ กล่าวว่า โครงการวิจัยนี้ นับว่าเป็นความสำเร็จยิ่งของนักวิจัย บทเรียนความสำเร็จในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่างานวิจัยที่จะสามารถทำให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน จำเป็นที่นักวิจัยต้องทำงานเป็นกลุ่มและมีการบูรณางานวิจัยให้เป็น เราทำงานเพียงกลุ่มเดียวหรือคนเดียวจะไม่ได้ผลงานที่สมบูรณ์แบบนี้

อย่างเช่นงานวิจัยในโครงการนี้ ประกอบด้วยนักวิจัย 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบข้าวรวมถึงการวิเคราะห์วัตถุดิบ ซึ่งมี อ. ดร. ศรีกาญจนา คล้ายเรือง จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นนักวิจัยหลัก กลุ่มการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งมีอาจารย์และ ผศ. ภก. ดร. ทรงวุฒิ ยศวิมลวัฒน์ เป็นนักวิจัยหลัก และกลุ่มศึกษาประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์โดยการนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองใช้ในทางคลินิก ซึ่งมี ผศ. ทญ. ดร. สาครรัตน์ คงขุนเทียน, อ. ทพ. ดร. ชยารพ สุพรรณชาติ และ อ. ทพ. อุดมรัตน์ เขมาลีลากุล เป็นนักวิจัยหลัก

ด้วยผลสำเร็จของงานวิจัยในโครงการนี้ได้รับความสนใจมากจากประชาชน ทีมวิจัยจึงได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่จะเป็นประโยชน์ในรายละเอียดมากขึ้น ดังนี้

รศ.ดร.ศิริพร โอโกโนกิ หัวหน้าโครงการวิจัย : ที่มาและผลสำเร็จของการวิจัย

การวิจัยเจลที่ผลิตขึ้นครั้งนี้ เป็นโครงการนำร่อง ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.เพื่อนำข้าวไทยมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อวงการสาธารณสุขของประเทศ โดยเริ่มจากประโยชน์ทางด้านทันตกรรมก่อน ดังนั้นผลิตภัณฑ์เจลยาชาที่ผลิตได้ในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทันตแพทย์ในฐานะเป็นผู้ทำการรักษา และต่อผู้ป่วยทางทันตกรรมที่ต้องรับการรักษาจากทันตแพทย์ไม่ว่าจะด้วยเทคนิคทันตกรรมหัตถการใด ๆ เช่น ถอนฟัน ขูดหินน้ำลายหรือที่เรียกกันว่าขูดหินปูน อุดฟัน ดัดฟัน ผ่าฟันคุด ผ่าเหงือกฯลฯ ที่ต้องการการฉีดยาชา โดยทันตแพทย์จะใช้เจลยาชานี้ทาบริเวณพื้นผิวในช่องปากที่ต้องการฉีดยาชาก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเจ็บปวดจากการแทงเข็มยาชา

คุณสมบัติข้าวเจ้าไทยมีความเหมาะสมในการวิจัยทำเจลพื้น ซึ่งในตอนแรกที่เริ่มทำการวิจัย คิดว่าข้าวสายพันธุ์ไหนก็คงได้ คงไม่แตกต่างกัน แต่พอนำข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นข้าวเหนียวและข้าวเจ้ามาทำการทดลอง จึงพบความแตกต่าง โดยในเบื้องต้นพบว่าปริมาณอะไมโลสมีส่วนเกี่ยวข้องต่อคุณสมบัติของเจลที่ได้ พบว่าเจลที่ดีต้องมีปริมาณอะไมโลสมากและเหมาะสม ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าปริมาณอะไมโลสยิ่งสูงยิ่งดี แต่หมายความว่าปริมาณอะไมโลสควรมีอยู่ในปริมาณสูง แต่ต้องดูองค์ประกอบอื่น ๆ และสมบัติอื่นๆ ของข้าวด้วย เช่น สี และกลิ่นของข้าว และสมบัติการไหลของเจลข้าวที่ได้ภายหลังจากการดัดแปลงโครงสร้างแล้ว เพราะการเตรียมเจลจากข้าว เราต้องนำข้าวมาดัดแปลงโครงสร้างภายในเสียก่อน


            

ส่วนลักษณะของข้าว ทั้งข้าวขัดสี ไม่ขัดสี คิดว่าไม่มีความแตกต่างกันในแง่ของสมบัติเจลที่ได้ หากเทียบจากสายพันธุ์เดียวกัน เพราะสารก่อเจลจะมาจากโครงสร้างภายในของข้าวมากกว่า แต่ข้าวขัดสีและไม่ขัดสี อาจมีผลต่อปริมาณแป้งข้าวที่ดัดแปลงโครงสร้างแล้ว หรือที่เรียกว่าข้าวดัดแปร เพราะข้าวดัดแปรได้มากจากการดัดแปลงโครงสร้างในส่วนที่เป็นคาร์โบไฮเดรทของข้าว ดังนั้นข้าวไม่ขัดสี อาจมีกากหรือเส้นใยปนอยู่ในเมล็ดข้าวมากกว่าข้าวขัดสี ทำให้มีปริมาณคาร์โบไฮเดรทเมื่อเทียบนำหนักที่เท่ากันมีอยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่าข้าวขัดสี โดยสรุป ข้าวไม่ขัดสีอาจให้ปริมาณข้าวดัดแปรที่ต่ำกว่าข้าวขัดสี

สำหรับข้าวเม็ดสมบูรณ์ ข้าวเม็ดแตกหัก ข้าวเกษตรอินทรีย์ ข้าวใช้ปุ๋ยใช้ยาทั่วไป ก็ทำนองเดียวกัน ว่าหากเปรียบเทียบบนฐานของสายพันธุ์เดียวกัน ข้าวแบบไหนให้ปริมาณคาร์โบไฮเดรทสูงกว่าก็จะให้ปริมาณข้าวดัดแปรซึ่งจะนำไปเป็นสารก่อเจลได้มากกว่า แต่ทั้งนี้หากจะพิจารณาต้นทุน ข้าวแตกหักซึ่งมีต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่าข้าวเม็ดสมบูรณ์ น่าจะเป็นที่น่าสนใจมากกว่า เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสารก่อเจลต่ำกว่าข้าวเม็ดสมบูรณ์

จากการดัดแปลงโครงสร้างข้าวและศึกษาสมบัติเคมีกายภาพของข้าวดัดแปร พบว่าข้าวดัดแปรมีโครงสร้างผลึกต่ำกว่าข้าวดิบ ข้าวดัดแปรทางเคมีสามารถละลายน้ำได้ดีกว่าข้าวดิบและข้าวดัดแปรทางกายภาพ เมื่อได้พัฒนาเจลพื้นจากข้าวดัดแปร พบว่าข้าวดัดแปรทางเคมีให้เจลพื้นลักษณะดีกว่าและใสกว่า แต่มีความหนืดและพฤติกรรมการไหลที่ต้องปรับปรุง ภายหลังปรับปรุงสูตรเจลพื้นข้าวดัดแปรแล้ว พบว่าเจลพื้นข้าวหอมมะลิเป็นเจลที่มีสมบัติเหมาะสมที่สุดในการนำไปผสมตัวยา

การเตรียมเจลข้าวที่บรรจุตัวยาชา 2 ชนิด คือ Lidocaine และ Prilocaine และศึกษาการปลดปล่อยตัวยา พบว่าเจลพื้นสามารถปลดปล่อย Prilocain ออกมาได้ดีกว่า Lidocaine และยังพบว่าหากใช้ส่วนผสมของยาทั้งสอง การปลดปล่อยตัวยาจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้งนี้ได้ดำเนินการขอคำรับรองจากคณะกรรมการพิทักษ์สิทธิ์ และทำการสกัดเซลล์ fibroblast จากอาสาสมัครที่มารับการรักษา และทดสอบกับตัวยา พบว่าตัวยาทั้งสองไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ดังกล่าวในปริมาณการรักษา เมื่อได้ทำการทดสอบฤทธิ์การชาในช่องปากของอาสาสมัคร พบว่าเจลยาชาที่พัฒนาได้สามารถก่อให้เกิดการชาได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที

จากการวิจัยครั้งนี้ ได้เจลพื้นที่ แตกต่างจากเจลจากต่างประเทศที่แตกต่างอย่างเห็นชัดเจน คือราคาและความปลอดภัย แต่ที่เหมือนกันคือมีประสิทธิภาพดีเท่าเทียมกัน ราคาเจลข้าวยาชาที่ผลิตได้ในโครงการนี้จะมีราคาต่ำกว่าเจลยาชาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในด้านความปลอดภัย เจลข้าวมีความปลอดภัยสูงมาก เพราะเราทราบว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้างในตำรับ โดยเฉพาะข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย และชาติอื่น ๆ หลายชาติมาแต่โบราณ และไม่มีความเป็นพิษ ผิดกับเจลที่นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งไม่ทราบว่าใช้สารโพลิเมอร์สังเคราะห์ทางเคมีหรือสารอะไรบ้างที่ก่อเจลขึ้นมา จึงไม่สามารถบอกความปลอดภัยหรือความเป็นพิษได้อย่างชัดเจน

รูปแบบเจลเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเป็นนำส่งยาชาเฉพาะที่ในช่องปาก สำหรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ บรรจุในกระบอกฉีดยา แต่จะไม่ใช้เข็มนะคะ ใช้วิธีแต้มบริเวณที่จะฉีดยาชา เพราะจะทำให้ง่ายต่อทันตแพทย์ในการบริหารยา ปริมาณที่ใช้แต่ละครั้งเพียง 0.1 มิลลิลิตร ซึ่งประมาณหัวเข็มหมุด หรือเมล็ดถั่วเขียวเท่านั้น ก็เพียงพอต่อการชาที่ทันตแพทย์จะแทงเข็มยาชาแล้วค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่ได้ คิดว่านอกจากการใช้ทางด้านทันตกรรมแล้ว คิดว่าต่อไปจะมีโครงการวิจัยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับรูปแบบอื่น และการประยุกต์ใช้ในด้านอื่น เช่นการบรรจุตัวยาอื่น ๆ นอกเหนือจากยาชา เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางต่อวงการแพทย์และทันตแพทย์ต่อไปค่ะ

ผศ.ภก.ดร.ทรงวุฒิ ยศวิมลวัฒน์ หัวหน้าศูนย์บริการเภสัชกรรม : มาตรฐานความปลอดภัยของเจลยาชา

ก่อนอื่น ควรทำความเข้าใจก่อนว่าเจลที่มีประสิทธิภาพในการทำเจลพื้นสำหรับผสมกับยาชา เพื่อใช้ในด้านทันตกรรม ควรมีลักษณะของเจลพื้นควรมีสมบัติด้านความหนืดที่เหมาะสม ได้แก่ เวลาทามีการแผ่กระจายตัวได้ดี สามารถเกาะติดกับเนื้อเยื่อในช่องปากได้ดี โดยไม่เหนียวเหนอะหนะจนเกินไป มีสีใส ไม่มีฟองอากาศ เข้ากับตัวยาสำคัญได้ดี

ข้าวที่เหมาะสมในการนำมาเตรียมเป็นเจล คือ ข้าวเจ้า ซึ่งจากสภาวะการดัดแปรที่ใช้ในการศึกษานี้ พบว่าแป้งจากข้าวหอมมะลิมีความเหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากมีอะมิโลส   (amylose)   เป็นองค์ประกอบในปริมาณที่พอดี จึงให้เจลที่มีลักษณะที่ดี และมีความใส

หลักการในการพัฒนาเจลพื้นจากข้าว ใช้เทคนิคการดัดแปรแป้งทางเคมี โดยวิธีการดัดแปรที่ได้ใช้ในการศึกษานี้ เป็นวิธีการที่ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้สำหรับดัดแปรแป้งสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์ยา จึงความปลอดภัย และสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ต่อไปได้ในอนาคต

นอกจากนี้เทคโนโลยีที่ใช้ในการดัดแปรแป้งเพื่อนำมาใช้เป็นสารก่อเจล สามารถนำไปต่อยอดในระดับอุตสาหกรรม สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้เลย เนื่องจากใช้กระบวนการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และให้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะสม่ำเสมอ

สำหรับตัวผลิตภัณฑ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ได้นำไปทดสอบทางคลินิกแล้ว พบว่ามีประสิทธิภาพที่ดีมาก จึงเป็นที่เชื่อมั่นได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในคนไข้ได้จริง อย่างไรก็ตาม ทางด้านกฎหมาย ยังมีความจำเป็นต้องนำข้อมูลจากงานวิจัย ไปประกอบคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

“ตำรับเจลพื้นที่ได้ทำการวิจัยในครั้งนี้ จะสามารถพัฒนาเชิงตำรับอื่นได้ เพราะในความเป็นจริง แป้งดัดแปรจากข้าวหอมมะลิ สามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นสารก่อเจล ทางด้านเภสัชกรรมและเครื่องสำอางได้อย่างหลากหลาย โดยสามารถใช้แทนสารก่อเจลที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ ยกตัวอย่างที่สามารถเห็นได้ชัด เช่น เจลแต่งผม เจลอาบน้ำ เป็นต้น” ผศ.ภก.ดร.ทรงวุฒิ ยศวิมลวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม

ผศ.ทพญ.ดร.สาครรัตน์ คงขุนเทียน : เจลยาชาจากข้าวไทย ให้ประโยชน์ด้านทันตกรรม

ปัจจุบันความชุกของโรคต่างๆ ในช่องปาก โดยเฉพาะโรคฟันผุและโรคปริทันต์ยังสูงอยู่ในประชากรไทยและทั่วโลก ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดการสูญเสียฟันน้ำนมและฟันแท้ ทั้งนี้การรักษาทางทันตกรรมมักก่อให้เกิดความหวาดกลัว อันสืบเนื่องมาจากความเจ็บปวดจากการรักษา โดยเฉพาะการฉีดยา ดังนั้นผู้ป่วยจึงหลีกเลี่ยงการรักษาทางทันตกรรม แม้ว่าการรักษานั้นไม่จำเป็นต้องมีการฉีดยาก็ตาม ปัจจุบันมีการบรรเทาความเจ็บปวดจากการฉีดยาอยู่ในรูปของยาชาที่ใช้ทาเฉพาะที่บนผิวเยื่อเมือก เพื่อให้บรรเทาความเจ็บก่อนที่จะฉีดยาชาเข้าไป แต่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาสูง

ซึ่งยาชาเฉพาะที่ (local anesthesia) ที่มีใช้ในปัจจุบันเป็นเจลยาชาที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น มีลักษณะเป็นเจลบรรจุในกระปุก การใช้งานจะนำก้อนสำลีขนาดเล็กป้ายเจลนั้นไปทาบนผิวเยื่อเมือกในช่องปาก รอสักพักให้ผิวเยื่อเมือกเริ่มชา แล้วจึงแทงเข็มยาชาฉีดยาชาตามเข้าไป และยาชาที่นำเข้าจากต่างประเทศยังมีราคาสูง ซึ่งนับว่าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นถ้าเทียบกับการฉีดยาชาเลยโดยไม่ต้องป้ายยาชาแบบเฉพาะที่


ทั้งนี้ทัศนคติเกี่ยวกับความกลัวการทำฟันเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในผู้ที่เคยมีประสบการณ์การทำฟันที่เจ็บปวดจนฝังใจมาก่อน ผู้ป่วยจะเกิดความไม่สบายใจและเป็นกังวลอย่างมากหากจะต้องมาพบทันตแพทย์ จึงหลีกเลี่ยงการมาพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้มีโรคเกิดขึ้นและมีการดำเนินของโรคไปเรื่อยๆ
จนบางครั้งโรคลุกลามมากไม่สามารถเก็บฟันซี่นั้นไว้ได้ ทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสที่จะได้รับบริการทางทันตกรรมที่เหมาะสม แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจก็ตามและเมื่อผู้ป่วยสูญเสียฟันก็จะต้องมีการใส่ฟันเทียมเพื่อทดแทนฟันดังกล่าวทำ ให้สามารถบดเคี้ยวได้และเพื่อความสวยงาม ซึ่งการใส่ฟันเทียมนั้นมีหลายรูปแบบ มีทั้งชนิดถอดได้และชนิดติดแน่น มีหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายหมื่นบาทต่อซี่ นับว่าเป็นปัญหาที่มีความเกี่ยวเนื่องกันไปหมด

ดังนั้นเมื่อได้นำวัตถุดิบคือข้าวไทย มาทำการวิจัยร่วมกันกับคณะเภสัชศาสตร์ จนสามารถพัฒนาเป็นเจลยาชา ก็เข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบ โดยหลักการก่อนการนำเจลยาชาที่พัฒนาขึ้นไปทดสอบในอาสาสมัคร ได้มีการทดสอบความเป็นพิษกับเซลล์เนื้อเยื่อในช่องปากมนุษย์ในห้องปฏิบัติการก่อน ทดสอบทั้งตัวเจลพื้น , ยาชา , เจลพื้นที่มียาชา ในระดับความเข้มข้นต่างๆ พบว่าทั้งหมดนั้นไม่เป็นพิษต่อเซลล์เพาะเลี้ยง ไม่ทำให้เซลล์ตาย เซลล์สามารถเจริญต่อไปได้ ซึ่งโดยปกติเซลล์ในห้องปฏิบัติการมีความอ่อนแอ (sensitive) กว่าเนื้อเยื่อจริงในช่องปากมาก ดังนั้นเจลยาชาจึงไม่ส่งผลเสียต่อเนื้อเยื่อจริงในช่องปากมนุษย์แน่นอน จากนั้นนำเจลมาทดสอบการก่อการอักเสบในมนุษย์โดยทดลองป้ายเจลยาชาที่เหงือกแล้วเก็บน้ำเหลืองจากร่องเหงือกไปตรวจหาสารสื่อกลางการอักเสบ (inflammatory mediator) ทั้งก่อนการทาเจลยาชาและหลังการทาเจลยาชา 24 ชั่วโมง พบว่าสารสื่อกลางการอักเสบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากก่อนการทาเจลยาชา แสดงว่าเจลยาชาไม่ทำให้เหงือกอักเสบ จากนั้นจึงทดสอบประสิทธิภาพของเจลยาชาว่าทำให้ผิวเยื่อเมือกในช่องปากชาหรือไม่ โดยทดสอบในอาสาสมัครที่มีสุภาพปกติ โดยวัดผลจากการให้อาสาสมัครประเมินความชาที่เกิดขึ้นหลังการทาเจลยาชาจำนวน 0.1 มล. นาน 30 วินาที อาสาสมัครทุกคนรายงานผลว่ารู้สึกหนาๆชาๆในบริเวณที่ทาเจลลงไป และเมื่อเอาเข็มแทงลงไปในบริเวณนั้นก็ไม่รู้สึกว่าโดนเข็มแทง ทั้งนี้ได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบกับเจลยาชาที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่ให้ทันตแพทย์และอาสาสมัครทราบว่าเป็นเจลยาชาชนิดใด (double blind technic) พบว่าให้ผลดีเท่าเทียมกัน

ผลการวิจัยนี้เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทยในเชิงการแพทย์และสาธารณสุข โดยนำข้าวมาดัดแปรจนสามารถก่อเป็นเจลที่นำพายา (อะไรก็ตาม) เข้าสู่ร่างกาย นับว่าเป็นการลดการนำสารเคมีเข้าสู่ร่างกายลง และเมื่อนำยาชาเข้ามาผสมให้กลายเป็นเจลยาชาก็พบว่ามีประสิทธิภาพดีไม่ต่างไปจากผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ไม่มีพิษ ไม่ก่อการอักเสบ สามารถใช้ในมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งยังมีต้นทุนต่ำทำให้โอกาสการเข้าถึงของประชาชนทั่วไปมีมากขึ้นและเป็นตัวช่วยคลายความกังวลในการทำฟันลง เจลยาชาที่พัฒนาขึ้นจึงมีความสำคัญมาก เพราะสามารถช่วยแก้ปัญหาด้านทันตกรรมได้

“อยางไรก็ตามในช่องปากมีการสะสมแบคทีเรียในรูปของคราบจุลินทรีย์ (dental plaque) อยู่ตลอดเวลา แบคทีเรียเหล่านั้นเป็นสาเหตุสำคัญของโรคต่างๆ ในช่องปาก หากสามารถกำจัดออกได้อย่างถูกวิธีในทุกๆวัน ก็จะมีสุขภาพในช่องปากดีไม่มีโรค หากไม่สามารถกำจัดออกได้ มีการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะก่อให้เกิดโรคและจำเป็นต้องได้รับการรักษาดังที่กล่าวมา ดังนั้นหากรักษาอนามัยช่องปากได้ดีและมาพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอก็จะลดโอกาสการเกิดโรคลงได้ ไม่เสียสุขภาพและประหยัดเงินค่ารักษา” ผศ.ทพญ.ดร.สาครรัตน์ กล่าวเพิ่มเติม

“ขอบคุณทีมวิจัย ที่ได้ทุ่มแรงกายแรงใจอย่างจริงใจค่ะ เพื่อทำการวิจัยโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วง เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและวงการสาธารณสุขไทย” รศ.ดร.ศิริพร โอโกโนกิ กล่าวทิ้งท้าย

 

  : บทความ : สุภฎารัตน์ สุธีพรวิโรจน์
  : ภาพประกอบโดย : สุภฎารัตน์ สุธีพรวิโรจน์และทีมวิจัย
 
---------------------------------------------------------------------------------
เปิดโลกเขียวมะกอก

Share |
 

เปิดโลกเขียวมะกอก