เปิดโลกเขียวมะกอก
   

เรียนรู้เครื่องสักการะ หัตถศิลป์ล้านนา ดาครัวของกิ๋นของตานเพื่อสุขภาพ

ความหลากหลายกับเรื่องราวของป๋าเวณีปี๋ใหม่ล้านนา มีทั้งเรื่องของความเชื่อ พิธีกรรม เครื่องครัวสักการะของกิ๋นของตาน เป็นการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบของหมู่เฮาทั้งคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่

เพราะหากคนรุ่นเก่า ถึงระดับครูภูมิปัญญามาถึงชาวบ้านธรรมดาที่สามารถรู้ เข้าใจ ทำได้ ทำเป็น แต่ก็อาจมีความแตกต่างจากที่อื่นๆ จึงเป็นว่า บ้านเราทำอย่างนี้ เมืองโน้นทำอย่างนี้ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน เป็นครูภูมิปัญญาตั้งแต่อายุยังน้อยก็มีเห็นทั่วไป แต่ก็มีคนรุ่นใหม่ๆ คนรุ่นเก่าๆจำนวนมากที่กำลังเริ่มต้นกับเรียนรู้

เป็นที่มาของ โครงการสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 3 เรื่อง ประเพณีปีใหม่ สุขใจ สุขกาย ซึ่ง ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร. ภก.วิรัตน์   นิวัฒน รองคณบดีฝ่ายวิจัย บริการวิชาการ และวิเทศสัมพันธ์ เป็นประธานเปิดงาน โดย ศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขเชียงใหม่, ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเชียงใหม่,เทศบาลฟ้าฮ่าม ,รพ.สต.ป่าบงและ อสม.จากตำบลหนองผึ้ง อ.สารภี เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา

กิจกรรมจัดเป็นการศึกษา แบบแลกเปลี่ยน จากภูมิปัญญา-วิทยาศาสตร์สุขภาพ มาเสริมสร้างความเข้มแข็งของความรู้ และการฝึกปฏิบัติ นำไปใช้ประโยชน์และขยายผลในชุมชน แบ่งเป็น 3 ห้องเรียนรู้ คือ

 

กลุ่มที่ 1 กลุ่มเครื่องสักการะ-หัตถศิลป์ล้านนา ซึ่งมีมากมายหลายรูปแบบ จึงเลือกมาบางส่วน คือ การทำหมากสุ่ม,การทำหมากเบ็ง,การทำเตียนเผิ้ง,การตัดตุง,การทำเตียนดอกและการแป๋งสวยดอก วิทยากรนำโดย รศ.ภญ.นภาพร โออริยกุล ร่วมกับ รศ.ดร.ภญ.พาณี ศิริสะอาด,คุณชนิดา ศรีดี,คุณผ่องพิน อินวร,คุณสมเกียรติ เกียรติธรรม และผู้รู้อีกหลายท่านจาก บ้านป่าบง,ฟ้าฮ่ามและสารภี หลักการเรียนรู้เน้น ความเข้าใจ และทุกคนต้องฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ผลงานออกมา จะขยายผลเมื่อทุกคนได้ไปทำด้วยตนเองในการดาครัวทำบุญ

นอกจากนี้ยังมีตัวอย่าง สังฆทานพื้นบ้านที่ใช้ก๋วยตี๋นจ๊างมาตกแต่งด้วยใบโกสนใบกล้วย ใส่เครื่องของครัวตานแบบล้านนาเมืองเฮา ตัวอย่างหมากสุ่มและหมากเบ็งนั้น จากฝีมือพ่อครูแม่ครู จาก บ้านป่าบง พ่อสุก เดชปัน,แม่ปั๋น มีงานและชาวบ้าน,อสมที่ร่วมด้วยช่วยกันทำเป็นตัวอย่างที่สวยงาม และพิเศษสุดคือ ตัวอย่างตุงสด ที่หาดูได้ยากแล้ว เพราะเรามักเห็นตุงกระดาษทั่วไป ตัวอย่างตุงสดฝีมือพ่อใจ๋ มีงาน จากบ้านป่าบง สารภี ทำด้วยใบมะพร้าวทั้งใบ สวยงามจริงๆ และเมื่อมีคำอธิบายที่ไปที่มา การทำและการใช้ประโยชน์ ก็เพิ่มความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

สำหรับการทำเตียนดอก ขอขอบคุณ พ่อค้าขายตุงตั๋วเปิ้งและเตียนดอก ที่มาขายในงานกาดโก้งโค้ง ที่อธิบายว่าเป็นสูตรดังเดิม ทำด้วยดอกไม้หอมพื้นบ้าน เช่น ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกกระดังงา ดอกสารภี ใบเล็บครุฑ เอามาตากแดด ตำด้วยครก จากนั้น เอามาแร่งด้วย “เหิง”แล้วก็เอามาทำเตียนดอก (เหิง คือไม้สานคล้ายกระด้ง ขนาดเล็กกว่ากระด้ง สานด้วยไม้ไผ่ซี่เล็ก มีช่องเล็กๆใช้ในการแร่ง/ ร่อนของละเอียด )

กลุ่มที่ 2 ที่เรานำมาเรียนรู้ในกิจกรรมครั้งนี้ คือ ของกิ๋น-ของตาน ที่เราเลือกมา คือเมนุห่อนึ่ง และเมนูอาหารไต ข้าวซอยหน้อยอาหารเชียงตุง

ห่อนึ่งนับเป็นของกิ๋นของตาน ดีต่อสุขภาพ เพราะการนึ่งก็ไม่ได้ใช้น้ำมัน การปรุงหากมีประเภทเนื้อมาก ไขมันมากก็จะไม่อร่อย ดังนั้นห่อนึ่งจึงนับเป็นอาหารสุขภาพ เก็บไว้ได้หลายวันและนำมาทำแก๋งโฮ๊ะก็อร่อยมาก ห่อนี่งที่นำมาสอนและฝึกทำ ฝึกห่อด้วยกัน มี 6 เมนูคือ

ห่อนึ่งแคไก่ อุดมด้วยผักพื้นเมือง นานาชนิด คั่วน้ำพริกและไก่ให้หอมเข้ากั๋นดี แล้วจึงใส่ผัก คลุกรวมกันและก็ห่อด้วยใบตอง ห่อนึ่งป๋า-ห่อนึ่งปลา ก็ยิ่งต้องพิถีพิถันไม่ให้มีกลิ่นคาวปลา ใส่เครื่องปรุง คั่วร่วมกัน และนำมาห่อ รองใบตองด้วยใบยอ ส่วน ห่อนึ่งปี๋-ห่อนึ่งหัวปลี จะใส่วุ้นเส้นนิดหน่อย ใส่หัวปลี เครื่องปรุง คลุกรวมกัน เวลาห่อแต่ละประเภท ด้วยไม้กลัด ก็ทำเครื่องหมายไว้ ให้แตกต่างกัน ทั้ง 3 เมนูนี้ วิทยากร คือคุณกรรณิการ์ ถิ่นคำ พร้อมทีมงาน ที่เป็นกลุ่ม อสม.และแกนนำคุ้มครองผู้บริโภค ตำบลหนองผึ้ง สารภี พอนึ่งสุก กลิ่นโชยหอม ทำเอาหิวข้าวกันเป็นแถว และไม่ผิดหวังเลยเมื่อได้ห่อนึ่งมากินเป็นอาหารเที่ยงในงานวันนั้น ลำขนาดเจ้า

ส่วน ห่อนึ่งจิ้นใส่วุ้นเส้นและหน่อไม้ดอง หรือที่เรียกว่าห่อนึ่งหน่อส้ม เมนูนี้ใส่เนื้อไม่ใส่หมู บอกว่าเป็นเมนูดั้งเดิม ทำให้ไม่มีมันจากหมูมาก เวลากินแล้วไม่เลี่ยน ส่วนห่อนึ่งหน่อ อีกอย่างเป็น ห่อนึ่งหน่อใส่ไก่ใส่กะทิ ซึ่งเครื่องปรุงจะเป็นเครื่องแกงที่เพิ่มกระชายนิดหนึ่ง ทำให้หอมอร่อย พิเศษสุดคือ ห่อนึ่งไข่มดแดง หน้าร้อนนี้มีไข่มดแดงเสียด้วย เวลาทำก็ใส่ข้าวคั่วลงไป ทำให้สีของข้าวคั่วกับเครื่องแกงตัดกับไข่มดแดงสีขาว พอนึ่งสุกคนรอเพียบเลย สำหรับห่อนึ่งกลุ่ม นี้ วิทยากร คือคุณวราภรณ์ เชล์ล และคุณวรรณา กาบศรี จากบ้านยุหว่า สันป่าตอง ลำแต้ๆขอบอก

อีกเมนูหนึ่งที่นำมาสาธิตและฝึกทำกัน คือ ข้าวซอยหน้อยสูตรเชียงตุง วิทยากรโดย คุณน้ำ ซึ่งมีถิ่นฐานที่เชียงตุง มาทำงานที่เมืองไทยและเปิดร้านขายข้าวซอยหน้อย สูตรนี้ คุณน้ำบอกว่า เป็นสูตรเชียงตุง เครื่องปรุงจะไม่มากเท่าสูตรของสิบสองปันนา วิธีทำก็คล้ายก๋วยเตี๋ยวปากหม้อแต่ใช้วิธีนึ่ง โดยเตรียมข้าวเจ้าผสมน้ำอุ่น ให้เหลวเข้ากันเหมือนเป็นเจล แล้วเวลาจะทำก็ค่อยมาละลายในน้ำร้อน แทลงในพิมพ์และนำไปนึ่งสัก ครึ่งนาทีก็สุก แซะะออกมาเป็นม้วนพับ วางใส่จาน ข้าวซอยหน้อยมี 2 สูตรคือสูตรทรงเครื่งและแบบธรรมดาที่ต้องทานเครื่องปรุงคือ พริกคั่ว,ถั่วลิสง,งาและซอสเชียงตุง แม้คุณน้ำจะคุยไม่เก่งแต่ตั้งใจทำมาก ทำให้เราได้เรียนรู้อาหารพี่น้องแถบเพื่อนบ้านอาเซียน ที่เริ่มจะเป็นอาหารบ้านเราไปแล้ว หลายคนบอกว่าจะนำประยุกต์ทำก๋วยเตี๋ยวสด น่าสนใจมากๆ

นอกจากนี้คุณน้ำยังมีตัวอย่างอาหารไต อาหารไทยใหญ่ เช่น ข้าวแรมฟืน,ข้าวหนมเส้นพม่า,บะหมี่พม่า ที่จะมีผักกาดดองแบบกิมจิกินคู่กัน ,ข้าวกั้นจิ้นหรือข้าวเงี้ยว ซึ่งปกติที่จะเห็นขายเป็นห่อแต่ตัวอย่างที่นำมามาแสดง มีขายแบบตัดขายเป็นชิ้นๆ โดยเขาจะทำเป็นถาดๆ ,ถั่วน้อยทอด(ถั่วลันเตาทอด ถั่วน้อยหมายถึงถั่วลันเตา),ขนมวง,ข้าวปุกและอีกหลายเมนู ทุกอย่างอร่อย น่าสนใจมาก นอกจากจะทำให้เรารู้จัก ยังทำให้เรามีเมนูเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น

กลุ่มที่ 3 คือการเรียนรู้แบบกลุ่ม ประกอบด้วยหลักสุตรของตานขันข้าว,สังฆทาน,สังฆทานยาและเครื่องดำหัว ซึ่งก็ทำให้เราสามารถเรียนรู้ของดั้งเดิม และสมัยใหม่ที่มีขาย วิเคราะห์อย่างเข้าใจและหาทางเลือกของทำบุญด้วยความเอาใจใส่ ทำบุญตามประเพณี สามารถปรับประยุกต์ให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการร่วมกันคิดถึงการจัดการในวัด หากมีของทำบุญมากๆ ว่าจะมีการจัดการอย่างไรที่จะใช้ประโยชน์

ซึ่งกิจกรรมหลักสูตรชุมชน อ้างอิงแนวคิดตามประเพณีของล้านนา คุณค่าประโยชน์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือประกาศของ สคบ.ให้สังฆทานเป็นสินค้าควบคุมฉลาก ,พรบ.อาหารและพรบ.ยา คือ

1. เรื่อง ตานขันข้าว คือการเรียนรู้เริ่มจาก การตั้งคำถามว่า (1) ตานขันข้าวเพื่ออะไร (2) ครัวตานขันข้าว ตามประเพณีความเชื่อ ประกอบด้วยอะไรบ้าง (3) การดาครัวตานขันข้าวควรคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง ทั้งเพื่อประเพณีและจะเป็นผลดีต่อสุขภาพพระสงฆ์ ด้วยในขณะเดียวกัน (4) อาหารจากตานขันข้าวที่มีมากในวัด จะมีการจัดการอย่างไร บางแห่งมีการปูจาไปทำแกงโฮ๊ะ มีสูตรแกงโฮ๊ะอย่างไรบ้าง

2. เรื่อง สังฆทาน เริ่มจากตั้งคำถามว่า (1) ถวายสังฆทานเพื่ออะไร (2) ดูฉลากสังฆทาน ว่า 5 มีฉลากติดถังสังฆทาน 5 ไม่มีฉลากติดถังสังฆทาน 5 มีป้ายราคาติด (ราคา......บาท) 5 ไม่มีป้ายราคา (3) วิเคราะห์รายการในสังฆทาน ทีละรายการ ว่า แต่ละรายการ มีฉลากหรือไม่,สภาพภาชนะบรรจุ/กลิ่น/สี เป็นอย่างไร,วันเดือนปีหมดอายุ,ประมาณราคาแต่ละรายการ,แต่ละรายการใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ , ใช้ไม่ได้เพราะอะไร ,ถ้าใช้ไม่ได้จะจัดการอย่างไร ,รวมรายการใช้ได้...................ชิ้น คิดเป็นราคา....................บาท ,เทียบกับราคาซื้อต่างกันอย่างไร เทียบกับของที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ เป็นราคาเท่าใด และสุดท้ายคือ มีการถวายมาก ในวัดควรจัดการอย่างไร จะคัดแยกอย่างไร จะบริจาคต่อได้หรือไม่

ยกตัวอย่างการศึกษาในครั้งนี้ จากราคาสังฆทาน 139 บาท ประมาณราคาจริง 120 บาท คัดแยกสิ่งของที่เหมาะสมนำไปใช้ได้ รวมราคา 80 บาท เมื่อบวกลบออกมาแล้วก็เห็นความแตกต่างที่นับเป็นการเสียเปล่า นอกจากนี้ ยังมีสินค้าบางรายการ มีผลเสียต่อสุขภาพ เช่น น้ำขวดสีส้มสีแดง หรือ สินค้าบางรายการก็ทำลวงตา เช่น เครื่องดื่มขิงผง มีกล่องขนาดใหญ่ แต่มีขิงผงในกล่อง เพียง 1 ซอง ประมาณ 20 กรัม

การศึกษาเรื่องสังฆทาน ทำได้ง่ายมาก เพียงท่านลองแกะดู จะรู้ได้ด้วยตนเอง และลองเทียบกับการถวายตามประเพณีเราแตกต่างกันอย่างไร จะประยุกต์อย่างไร จึงจะเหมาะสม

3. เรื่อง สังฆทานยา เริ่มจาก (1) ถวายสังฆทานยาเพื่ออะไร (2) ดูฉลากสังฆทานยา 5 มีฉลากติดถังสังฆทาน 5 ไม่มีฉลากติดถังสังฆทาน 5 มีป้ายราคาติด (ราคา......บาท) 5 ไม่มีป้ายราคา (3) วิเคราะห์ยาแต่ละรายการ ว่าชื่อยาอะไร ,มีฉลากหรือไม่ และให้จำแนกประเภทยา ว่าเป็นกลุ่มใด เช่น ยาสามัญประจำบ้าน/ยาแผนโบราณ/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร/ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดูวันเดือนปีหมดอายุ,ประมาณราคา ประเมินว่าแต่ละรายการใช้ประโยชน์ได้หรือไม่, ใช้ไม่ได้เพราะอะไร , ถ้าใช้ไม่ได้จะจัดการอย่างไร , ถ้าใช้ได้จะจัดการอย่างไร , มีของอื่นปะปนในสังฆทานยาหรือไม่(เช่นมีน้ำขวดอยู่ด้วย ก็อาจทำให้ยามีความชื้น) เมื่อทำการวิเคราะห์แล้ว ก้ให้รวมรายการว่าใช้ได้...................ชิ้น คิดเป็นราคา....................บาท

ปัญหาต่อเนื่องเรื่องสังฆทานยาคือ ปัจจุบันมีการถวายยา อาหารเสริม สมุนไพร มากมาย สะสมในวัด ดังนั้นวัดควรจัดการอย่างไร จะคัดแยกอย่างไร จะบริจาคต่อได้หรือไม่ เพราะยาต่างจากของใช้อย่างอื่น อาจมี เภสัชกร หรือ เจ้าหน้าที่ รพ.สต.มาร่วมกันคัดแยก

4. เรื่อง ชุดดำหัว เริ่มจาก(1) ประเพณีปี๋ใหม่ เราดำหัวเพื่ออะไร (2) เครื่องดำหัว แบบบ้านเรา นิยมกันอย่างไร มีหลักการเตรียมอย่างไร (3) สำหรับชุดดำหัวสำเร็จรูป ลองมาดูว่า 5 มีฉลากชุดดำหัว 5 ไม่มีฉลากติดชุดดำหัว 5 มีป้ายราคาติด (ราคา......บาท) 5 ไม่มีป้ายราคา (4) มาดูทีละรายการ คือมีฉลากหรือไม่,สภาพภาชนะบรรจุ/กลิ่น/สี เป็นอย่างไร,วันเดือนปีหมดอายุ,ประมาณราคา ใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ รวมรายการใช้ได้...................ชิ้น คิดเป็นราคา....................บาท เปรียบเทียบกับของที่ใช้ได้ และวิเคราะห์ดูว่า เหมาะสมกับการใช้เป็นของดำหัวให้พ่ออุ้ยแม่อุ้ยเราหรือไม่

นี่คือตัวอย่างของเรียนรู้แบบหลักสูตรชุมชนง่ายๆ เพื่อเป็นแนวทางใน เตรียมข้าวของทำบุญปี๋ใหม่และการจัดการของถวายในวัด

การเรียนรู้ประเพณีของเรา ไม่มีที่สิ้นสุด หากใจเรายังน้อมพร้อมเรียนรู้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสินค้าเกี่ยวกับการทำบุญ การดำหัว ก็มีมากมาย ดังนั้นเราก็ต้องรู้เท่าทัน เลือกซื้อหรือจัดหาจากภายในชุมชน ให้เหมาะสมสอดคล้องกับประเพณี ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงสินค้าที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน ราคาเหมาะสม ได้คุณค่าได้ประโยชน์ อิ่มบุญ อิ่มใจ

นอกจากการได้เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ยังเป็นมีห่อข้าวที่เน้นอาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ ไม่มีกล่องโฟม ไม่มีน้ำอัดลม ทุกเมนูเน้นสุขภาพ ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรม ต่างห่อข้าวจากบ้านมารับประทานด้วยกัน นับเป็นน้ำใจอาสาของทุกคนที่ต่างร่วมใจร่วมคิดด้วยจิตสาธารณะ

ปี๋ใหม่นี้ ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพดี ช่วยกันเรียนรู้ และสืบทอดภูมิปัญญาของเราต่อไปด้วยกันค่ะ

 

 

  : บทความ : สุภฎารัตน์ สุธีพรวิโรจน์
  : ภาพประกอบโดย : วรัญญู วรรณลังกา/สุภฎารัตน์ สุธีพรวิโรจน์
 
---------------------------------------------------------------------------------
เปิดโลกเขียวมะกอก

Share |
 

เปิดโลกเขียวมะกอก