เปิดโลกเขียวมะกอก
   

พิมเสนหนาด

คนไทยรู้จักคำว่า พิมเสนมานาน ที่มักใช้ขยี้สูดดมแก้วิงเวียนศีรษะ หรือเวียนหัว มักถูกบรรจุเข้าตลับ ติดในกระเป๋าเชี่ยนหมากของคุณยาย หรือผสมในยาดม มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาวขุ่น ได้จากกลั่นเนื้อไม้ ของต้นไม้ใหญ่ที่มีชื่อว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. ในตระกูล Dipterocarpaceae สารประกอบที่กลั่นได้เป็นส่วนมากคือ ดี-บอนีออล (d-borneol) เป็นพวก โมโนเทอร์พีน แอลกอฮอล  นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย ส่วนหนึ่งมาจากจีน แต่ปัจจุบันพิมเสนธรรมชาติแทบไม่มีการผลิตแล้ว และมีราคาแพง ใช้แต่พิมเสนสังเคราะห์แทน มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) (1)

พิมเสนยังมีอีกชนิด เป็นไม้เนื้ออ่อน เรียก ต้นพิมเสน ชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. ตระกูล Labiatae สารสำคัญเป็น บอนีออล (Borneol) โดยส่วน ใบ  ปรุงเป็นยาเย็น ถอนพิษร้อน แก้ไข้ทุกชนิด ทำให้ความร้อนในร่างกายลดลง โดยมากมักปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ ยาจันทลีลา และ ยังมียาทางล้านนาอีกที่ใช้ ทั้งต้นของ ต้นพิมเสนนี้   มีกลิ่นหอมเย็น ฉุน เป็นเครื่องยาชนิดหนึ่งในยาหอมแก้ลม ยาเย็นสำหรับดับร้อนถอนพิษไข้และยาเขียว ใบสดใช้ต้มน้ำดื่มแก้ปวดประจำเดือน เป็นยาขับประจำเดือน(หมายถึงอาการที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ) ยาชงจากยอดแห้งและรากแห้ง (1:10) ดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ(ทำให้ปัสสาวะไม่ติดขัด) และ ใช้ช่วยขับลมในทางเดินอาหาร (1) ต้นพิมเสนนี้ หาได้ยากขึ้น

เรายังมีพิมเสนอีกชนิดเรียกว่า พิมเสนหนาด (Ngai camphor) ได้จาก หนาดใหญ่ (Blumea balsamifera (L.) DC. ตระกูล Asteraceae (หรือ Compositae) ส่วนประกอบในใบ เป็นสารหอมนำมากลั่นได้สารชื่อ แอล-บอนีออล (l-borneol) แต่ก็มีสารอื่นที่มีกลิ่นหอมร่วมด้วยหลายชนิดในปริมาณไม่มากเช่น ซิเนออล (ceneol) ลิโมนีน (limonen) และ เซสควิเทอร์พีน (sesquiterpene) (1) ทางการแพทย์แผนไทยและล้านนา ไม่ได้ใช้ในลักษณะผลึกของสารที่กลั่นออกมา แต่ใช้ใบเป็นประโยชน์ทางยา และ ประโยชน์ทางพิธีกรรม หนาด หรือหนาดใหญ่ ไทยเรารู้จักกันดี พืชที่ขึ้นได้ดี

โดยเฉพาะทางเหนือ บนดอยและ ทางภาคอีสาน แต่คนเมืองล้านนาเรามักปลูกไว้บริเวณหน้าบ้าน รู้จักกันดีว่าช่วยปกป้อง ดูแลรักษาป้องกันสุขภาพไม่ให้ถูกรบกวนด้วยภูติ ผีปีศาจ เมื่อเวลาไม่อยู่บ้าน คนล้านนา ก็จะสานตาแหลวอันเล็ก (เป็นไม้ไผ่สานเป็นตาราง ลายสานที่ห่าง ดูคล้ายลายสานบริเวณก้นเข่งไม่ไผ่สานที่ใช้บรรจุผักในตลาด) ใช้แขวนหน้าบ้าน ในลายไม้ไผ่ ก็จะมีเชือกทำด้วยหญ้าคาที่ยังเขียว  มีใบหนาดแซมร่วมด้วย ต้นหนาด เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ ใบโตยาว มีขนใบอ่อน ทั้งใบต้น และกิ่ง ดอกออกเป็นช่อสีขาวดอกเล็ก ๆ คล้ายดาวเรืองหรือขลู่ สูงประมาณ ๕-๖ ฟุต ขึ้นดีในที่ลุ่ม ที่ชื้นแฉะ ใบมีกลิ่นหอมฉุน มีกลิ่นหอมฉุน สามารถนำมากลั่นได้สารผลึกที่เรียกว่าพิมเสนหนาด ใบใช้ต้มเป็นยาช่วยให้เหงื่อออก ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ ปวดท้อง สมัยก่อนใช้ใบหั่นมวนกับยาสูบ แก้ริดสีดวงจมูก ปัจจุบันไม่นิยมเพราะมียาขนานอื่น (2) เป็นองค์ประกอบสำคัญในลูกประคบล้านนา และยารมไอน้ำหรือยาอาบ ช่วยแต่งกลิ่นให้หอม ช่วยกระจายลม เมื่อสูดดมไอระเหย
ว่าไปแล้ว หนาดใหญ่ ยังมีการกระจายทั่วทั้งเอเชีย และ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ คือ เวียตนาม กัมพูชา พม่า ลาว จีน และฟิลิปปินส์ การใช้ประโยชน์จะคล้ายคลึงกัน ทางเวียตนาม ตำรายากล่าวว่าใบหนาด ใช้แก้ไอ ลดปวดเกร็ง แก้ปวดทั่วไป โรคกระเพาะอาหาร และ ใช้ใบต้มรวมกับพืชตระกูลส้มเช่นใบส้ม และใบตะไคร้ ใช้สูดดมไอระเหยแก้หวัด แก้ไข้ และ แก้ไอ ใบสด ๆ ขยี้หรือหั่นทาขมับ แก้ปวดหัวข้างเดียว หรือทากรณีเป็นหิด งานวิจัยทำเมื่อปี 1938 (3) เมื่อให้สารละลายของใบทางหลอดเลือดดำ พบว่าทำให้ความดันโลหิตของหนูทดลองลดลง โดยการลดการเต้นของหัวใจ และขยายหลอดเลือดส่วนปลาย อีกทั้งทำให้เพิ่มระดับการเคลื่อนที่ของการหายใจขึ้น (amplitude) ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ และมดลูก ในฟิลิปปินส์ เป็นพืชสมุนไพร หนึ่งในสิบที่ยอมรับโดยแผนกการแพทย์ของประเทศ ในการใช้เป็นแพทย์ทางเลือก รักษาโรคเฉพาะ ใช้ภายนอก เช่น ใช้แก้ท้องเสีย แก้ไอ ใช้ภายในเช่น กรณีมีดบาด และแผล ใช้ต้มน้ำอาบในหญิงหลังคลอด และใช้เป็นชา แก้หวัดได้ด้วย (4) ในจีน (ใต้หวัน) เรียก 大风草  ใช้ทั้งต้น แก้หวัด แก้อาการปวดท้อง แก้ปวดปลายประสาท ต้มน้ำกิน นอกจากนี้ยังใช้แก้ไอ ส่วนใบหากซอยให้ละเอียด ต้มน้ำกิน ใช้แก้หวัด แก้บวมผิวหนังที่เป็นพิษ และแก้ปวดประจำเดือน (5)

หนาด เป็นพืชที่เรารู้จัก แต่ไม่ค่อยนำมาใช้ในปัจจุบัน แต่เป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพ ค่อนข้างปลูกง่าย เป็นพืชที่เขียวตลอดปี ปลูกเพียงต้นเดียว รากงอกออกไปที่ใดก็จะมีต้นขึ้นมาได้อีกได้หลายต้น มีประวัติการใช้มานาน ประโยชน์ทั้งด้านการดูแลสุขภาพ และ การดูแลด้านจิตใจ (เชื่อว่าป้องกันสิ่งไม่ดี) สมควรปลูกในฤดูฝนที่จะมาถึงนี้ เพราะประหยัดน้ำ และ ท่านที่ปลูกอยู่แล้ว ในฤดูฝน เราสามารถเก็บมาใช้ประโยชน์ หรือตากแดดในที่ไม่จัด เพื่อให้แห้ง จึงจะเก็บใช้ได้นาน

 

 

  : บทความ : รศ.ดร.ภญ.พาณี ศิริสะอาด
  : ภาพประกอบโดย : สุภฎารัตน์ สุธีพรวิโรจน์
 
---------------------------------------------------------------------------------
เปิดโลกเขียวมะกอก

Share |
 

เปิดโลกเขียวมะกอก